ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ตรา เทวดา
   

 

          ปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่มีกรดอะมิโนเข้มข้นสูง ผลิตจากผงโปรตีนจำพวกเนื้อและเลือดสัตว์นำเข้าจากต่างประเทศ และใช้เทคโนโลยีการผลิตจากญี่ปุ่นสกัดเป็นกรดอะมิโนเข้มข้นออกมาเป็น ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ตรา เทวดาซึ่งมีธาตุอาหารที่จำเป็นครบถ้วน พืชสามารถดูดซึมกรดอะมิโนไปใช้ได้โดยทันทีมีธาตุอาหารสำคัญประกอบด้วย ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปตัสเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี แมงกานีส ทองแดง โบรอน โมลิบดินั่ม ซัลเฟอร์ คลอไรด์ โซเดียม วิตะมิน กรดอะมิโน 18 ชนิด

 

 

ตารางแสดงปริมาณของกรดอะมิโนชนิดต่าง ๆ
ในปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ตรา เทวดา
ส่วนผสมหลัก Amino Acid
มิลลิกรัม / 100 กรัม
กรดแอสปาติก Aspartic acid
ทรีโอนิน Threonine
ซีริน Serine
กรดกลูตามิก Glutamic acid
โพรลีน Proline
ไกลซีน Glycine
อะลานีน Alanine
ครีสตีน Cystine
วาลีน Valine
เมทไธโอนีน Methionine
ไอโซลิวซีน Isoleucine
ลิวซีน Leucine
ไทโรซีน Tyrosine
ฟินิลอะลานีน Phenylalanine
ฮิสติดีน Histidine
ไลซีน Lysine
อาร์จินิน Arginine
ทริปโตเฟน Tryptophan
684.62
18.49
64.98
644.60
256.04
334.45
572.73
19.20
300.29
34.47
16.78
754.03
104.06
365.70
298.97
431.40
68.40
23.11

 

          ที่ผ่านมา ปุ๋ยน้ำเทวดา มีชื่อเสียงในเรื่องการช่วยเหลือเกษตรกรกู้วิกฤตพืชได้เกือบทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น นาข้าวกระทบหนาวที่ จ.พิจิตร ซึ่งมีปัญหาข้าวไม่ออกรวงหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ข้าวจู๋ ปุ๋ยน้ำเทวดาเป็นหนึ่งเดียวที่ช่วยกู้วิกฤตนั้นได้ เพียงพ่นปุ๋ยไปประมาณ 7 – 10 วัน ข้าวเริ่มกระทุ้งรวงออกหมดทันตาเห็น โดยไม่ต้องไถทิ้งผลผลิตข้าวที่ได้ประมาณ 100 ถัง นำความปลาบปลื้มยินดีถึงขั้นยิ้มทั้งน้ำตาของชาวนา อ.โพธิ์ทะเล และ อ.บางมูลนาถ หลายร้อยครอบครัว เกษตรกรจึงตั้งชื่อให้ว่า ยาเทวดา เพราะสมชื่อเทวดาจริงๆ เรื่องดินเปรี้ยว ดินเค็ม หรือพืชที่โดนน้ำท่วมและอีกมากมายหลายวิกฤตที่ปุ๋ยน้ำเทวดาได้ไปช่วยไว้ พืชที่แสดงอาการใบเหลือง เหี่ยว และเกือบตาย แต่รอดมาได้เพราะปุ๋ยน้ำเทวดา

 

          วิธีใช้และอัตราส่วนการใช
          ปุ๋ยน้ำ ( อะมิโนเข้มข้น ) ตรา เทวดา ใช้อัตรา 20 – 40 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ 2 ช้อนแกง ต่อน้ำ 1 ปี๊ป ( กรณีใช้น้ำ 200 ลิตร ใช้อัตรา 200 ซีซี ) ฉีด พ่นทางใบและราดโคนต้น ทุก 10 – 15 วัน ต่อครั้ง ใช้ได้กับพืชทุกชนิด นาข้าว แช่เมล็ดพันธุ์ข้าว 1 คืนก่อนนำไปหว่านพ่นช่วงอายุข้าว 15 วัน , 35 วัน 55 วัน , และ 75 วัน ( ช่วงข้าวตั้งท้อง ) ใช้ได้ดีเลิศทั้งนาปีและนาปรังทุกประเภท

 

          ข้อควรระวัง เก็บในที่ร่ม ไม่ถูกแสงแดด เก็บที่อากาศไม่ร้อนจัด
          • ควรพ่นปุ๋ยช่วงเย็นจะดีที่สุด
          • ใช้ควบคู่กับปุ๋ยเม็ดทางดินตามปกติ
          • สามารถใช้ผสมร่วมกับยาฆ่าแมลงหรือยาราเคมี ชนิดยาเย็น


          ปุ๋ยน้ำเทวดา มีผลงานปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ได้ผลผลิต 1,000 กิโลกรัมต่อไร
          หนังสือพิมพ์เดลินิวส
          จากข่าวหน้าเกษตรเดลินิวส์ วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2545 นายสิมา โมรากุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิกเผยถึงโครงการพัฒนาที่ดินทุ่งกุลาร้องไห้ ในปี 2546 กรมพัฒนาที่ดินทุ่มงบ 150 ล้านบาท เข้าไปแก้ไขปัญหาความยากจนซ้ำซากของเกษตรกรในพื้นที่โดยจะให้เพิ่มผลผลิตข้าวหอมมะลิ 105 ได้สูงเกือบสองเท่าตัวและทำให้ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ 105 ที่ดีที่สุดอีกด้วย นับเป็นข่าวดี ที่สร้างความตื่นเต้นยินดีแก่พี่น้องเกษตรกรชาวนาที่ยากจน ที่ต้องหันหลังให้ฟ้าก้มหน้าสู้ดิน ถ้าทำให้พวกเขามีรายได้และมีฐานะดีขึ้น ย่อมมีผลโยงใยไปถึงฐานะของประเทศ ที่เป็นปึกแผ่นและมีความมั่นคงของชาติอีกด้วย
          เพื่อเป็นการสนับสนุนคำกล่าวของอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน จึงขอนำผลงานของ คุณสมคิด ศรีภา หมอดินอาสา อยู่ที่ 49 หมู่ 8 ตำบลโพนสา อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ที่สามารถปลูกข้าวหอมมะลิ 105 นาปี ได้ผลผลิตมากถึง 1,000 กิโลกรัม / ไร่ จากการทำนาบนพื้นที่ 20 ไร่ 3 งาน โดยซื้อเมล็ดพันธุ์จากสหกรณ์การเกษตรท่าบ่อ ใช้พันธุ์ข้าว 25 กิโลกรัม แช่ในน้ำที่ผสมปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากกรดโปรอะมิโน ในอัตรา 20 ซีซี / น้ำ 20 ลิตร เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ก็เริ่มมีรากงอก แล้วจึงนำไปหว่านในแปลงกล้าและฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำให้ 1 ครั้ง เมื่อกล้ามีอายุ 25 วัน จึงถอนไปปักดำห่างกัน 20 – 25 เซนติเมตร เมื่อข้าวอายุ 35 วัน

          หว่านปุ๋ยสูตร 16 – 16 – 8 ผสมปุ๋ยอินทรีย์เม็ดอย่างละครึ่ง รวม 25 กิโลกรัม / ไร่ หลังจากนั้น 3 วัน จึงฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำในอัตราเช่นเดิมและฉีดพ่นครั้งที่สองเมื่อข้าวเริ่มตั้งกอหรือประมาณ อายุ 50 วัน
          ในช่วงที่ข้าวกำลังตั้งท้อง ต้องให้ปุ๋ยแต่งหน้า ยูเรีย 46 – 0 – 0 ผสมกับปุ๋ยอินทรีย์เม็ดอย่างละครึ่งรวม 10 กิโลกรัม / ไร่ จนกระทั่งข้าวออกรวงหรือประมาณ 65 วัน หลังจากปักดำ จึงฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำโปรอะมิโนเป็นครั้งที่สามแล้วรอการเก็บเกี่ยว ซึ่งในช่วงที่เก็บเกี่ยวข้าวจะมีอายุ ประมาณ 150 วัน คุณสมคิด หมอดินอาสาบอกว่า เป็นวันที่ตื่นเต้นที่สุด ชาวบ้านที่มาร่วมพิสูจน์ต่างร่ำลือถึงความมหัศจรรย์ที่ข้าวรวงใหญ่เมล็ดใหญ่เต็มเม็ดเต็มรวง ทำการชั่งน้ำหนักกันให้เห็นจะจะต่อหน้าสักขีพยาน ทุกคนต่างตะลึงในผลผลิตที่ได้ 1,000 กิโลกรัม / ไร่ หรือ 100 ถัง / ไร่ ขณะที่ชาวบ้านละแวกเดียวกันได้เพียง 300 – 400 กิโลกรัม / ไร่ หรือ 30 – 40 ถัง / ไร่ เท่านั้นเอง
          หมอดินอาสาสมคิด ฝากบอกไปยังเกษตรกรทั่วไปว่า พื้นที่ของตนทำการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริฯ ที่นอกจากนาข้าวแล้วยังมีมะม่วง ฝรั่ง ส้มโอ มะกอกน้ำ แก้วมังกร มะละกอ สวนสมุนไพรและบ่อปลา โดยเฉพาะมะม่วงเขียวเสวยที่นำขายในตลาดหนองคายนั้นถึงแม้ราคาจะสูงกว่ารายอื่นแต่ก็ขายหมดก่อนเพราะผู้ซื้อติดใจในรสชาติที่อร่อยหวานกว่ารายอื่น และแนะนำเกษตรกรอีกว่า ไม่ควรใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวควรใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ ที่จะเกิดปฎิกิริยาให้ประโยชน์แก่พืชดีกว่าและดินไม่เสีย พร้อมกับเสนอตัวเป็นแหล่งทัศนศึกษาและข้อมูล ผู้สนใจ ติดต่อ โทร. 042 – 400983 และ 099 – 921958 ครับ

          ข่าว ดอกมะลิออกดอกพรั่งพรูในฤดูหนาวได้ด้วยปุ๋ยน้ำเทวดา
          หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพุธ ที่ 26 มิถุนายน 2545
          คุณคะนอง สุขสิริ เกษตรกรชาวสวนมะลิ อยู่เลขที่ 16 / 3 หมู่ 3 ต. มหาโพธิ์ อ. เก้าเลี้ยว จ. นครสวรรค์ ทำสวนดอกมะลิบนพื้นที่ 3 ไร่ และกุหลาบฟูซิเลีย 2 ไร่ มาเป็นเวลาเกือบ 10 ปี เริ่มตั้งแต่การเตรียมดินเพียงไถตะไม่ต้องยกร่อง และไม่ต้องใส่ปุ๋ยรองก้นหลุมเพราะดินดีอยู่แล้ว ทำการปลูกดอกมะลิระยะห่างระหว่างต้นระหว่างแถว 80 x 100 ซม. และเก็บดอกครั้งแรกเมื่ออายุ 4 เดือน ต้นมะลิสูง 1 ฟุต จะทำการเก็บดอกตูมตั้งแต่ 06.00 – 11.00 น. ถ้าเก็บเกินเวลากว่านี้มะลิจะบาน ใช้ไม่ได้ และที่บ้านคุณคะนองยังเป็นจุดรวบรวมดอกมะลิที่ชาวสวนมาส่ง เมื่อนำชั่งน้ำหนักและลงบัญชีไว้แล้ว จึงนำดอกมะลิเทแช่ลงในอ่างน้ำเย็นที่มีน้ำแข็งอยู่ ความเย็นของน้ำจะทำให้ดอกแข็งและบานเช้า และจะจัดส่งดอกมะลิโดยออกเดินทางเวลา 13.00 น. เพื่อนำไปส่งที่ปากคลองตลาด กท. ทุกวัน หลังจากนั้น 7 วัน พ่อค้าจะแจ้งให้ทราบว่ามะลิ ที่รวบรวมส่งมานั้น ได้ราคาเท่าใด
          ราคาดอกมะลิมีขึ้น มีลง โดยดอกมะลิราคาจะถูกตั้งแต่เดือนมีนาคมไปจนตลอดฤดูฝน ราคาออกจากแหล่งผลิตแห่งนี้ประมาณ 10 – 20 บาท / กก. ในฤดูนี้มะลิออกดอกจนเก็บไม่ทัน คุณคะนองสามารถเก็บดอกได้ประมาณ 30 – 50 กก. / วัน / 3 ไร่ แต่ช่วงฤดูหนาวตั้งแต่เดือน ธันวาคม – มกราคม ราคาสูงถึง 700 บาท / กก. เพราะนอกจากดอกจะน้อยแล้วยังอยู่ในช่วงเทศกาลชุกอีกด้วย พอถึงเดือนกุมภาพันธ์ราคาเริ่มลดลง แต่ก็ยังแพงอยู่ ในช่วงหน้าหนาวนี้ คุณคะนองเก็บดอกได้เพียง 2 – 3 กก. / วัน / 3 ไร่ เพราะอากาศหนาวมะลิไม่ค่อยออกดอก ถึงแม้ออกมาดอกก็มีขนาดเล็ก นับเป็นความชอกช้ำแก่ผู้ปลูกมะลิเป็นอาชีพทั่วไป ขณะเดียวกันผู้ที่ต้องการดอกมะลิเพื่อร้อยพวงมาลัยและบูชาพระ จะต้องหาซื้อในราคาแพงที่แพงกว่าข้าวที่จำเป็นต้องบริโภคอยู่ทุกวันด้วยซ้ำไป
          นับตั้งแต่ฤดูหนาวปีที่แล้ว คุณคะนองสามารถเก็บดอกมะลิตูมและมีขนาดใหญ่มาตรฐานได้มากถึง 7 – 10 กก. / วัน ซึ่งแต่เดิมเก็บได้เพียง 2 – 3 กก. / วัน และยังเป็นดอกที่เล็ก โดยคุณวารีรัตน์ กิติทวีเกียรติ นักส่งเสริมฯ ได้แนะนำให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ดโปรอะมิโน ที่มีส่วนผสมของมูลค้างคาวเป็นหลักใช้เป็นปุ๋ยทางดิน ส่วนทางใบใช้ฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ในอัตรา 1 ซีซี / น้ำ 1 ลิตร ฉีดพ่นทุก 7 – 10 วัน ทำให้สวนมะลิของคุณคะนองสามารถออกดอกได้ในฤดูหนาวที่ราคาแพง อนึ่ง ในช่วงที่มะลิอายุ 2 – 3 ปี เป็นช่วงที่ต้นสมบรูณ์และให้ดอกดก แต่เมื่ออายุได้ 5 – 6 ปี ผลผลิตดอกเริ่มลดลง ชาวสวนจะล้มต้นเพื่อปลูกใหม่เมื่ออายุ 7 – 10 ปี ชาวสวนมะลิที่ต้องการทราบข้อมูลการเพิ่มผลผลิตดอก

          ติดต่อถามได้ที่ คุณคะนอง สุขสิริ ตามที่อยู่ข้างบน

 

          เพาะเห็ดขายหน้าหนาว ราคาดี ด้วยปุ๋ยน้ำเทวดา
          หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพฤหัสบดี ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2545
          ปัจจุบันการเพาะเห็ดเป็นทางเลือกของเกษตรกรที่ค่อนข้างมั่นคง เพราะเห็นเป็นที่นิยมบริโภคกันมาก ทั้งยังมีคุณค่าทางสมุนไพรเป็นภูมิคุ้มกันได้หลายโรค โดยเฉพาะมะเร็ง อีกทั้งยังมีเห็ดให้เลือกเพาะเลี้ยงได้หลายพันธุ์ อย่างเช่นเห็ดหลินจือ ที่ คุณพิเนตร คำมีภักดี ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเห็ดบ้านม่วง เลขที่ 25 หมู่ 3 ตำบลม่วงนา อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ได้เพาะเห็ดมาเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว ปัจจุบันมีโรงเพาะเห็ดขนาด 5 x 10 และ 5 x 12 เมตร จำนวนกว่า 10 โรง สามารถเก็บดอกเห็ดเพื่อจัดส่งจำหน่ายได้วันละ 400 – 500 กิโลกรัมทุกวัน นอก จากหน้าหนาวเห็ดจะไม่ออกดอก
          คุณพิเนตร ใช้ส่วนผสมในก้อนเพาะเห็ด ได้แก่ ขี้เลื่อยยางไม้พารา 100 กิโลกรัม รำอ่อน 8 – 10 กิโลกรัม ยิปซัม 1 กิโลกรัม ภูไมท์ 3 กิโลกรัม ปูนขาว 1 กิโลกรัม และดีเกลือ อีก 2 กิโลกรัม นำมาคลุกเคล้าผสมกับน้ำจนมีความชุ่มชื่น 60 – 70 % ( เวลาบีบจะไม่มีน้ำออกมา ) นำส่วนผสมใส่ถุงอัดแน่นพอประมาณแล้วใช้สำลีจุกตรงปากถุงแล้วรัดไว้เพื่อไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเข้าไป และเพื่อไม่ให้เชื้อเห็ดออกมา จากนั้นนำเข้าเตานึ่งที่ อุณหภูมิ 100 องศา นาน 3 ชั่วโมงแล้วนำออกมาปล่อยทิ้งให้เย็น จึงหยอดเชื้อเห็ดแล้วปิดสำลีไว้เหมือนเดิม จากนั้นจึงนำเข้าโรงบ่มนาน 1 เดือน เชื้อเห็ดจะเดินเต็มก้อน จึงย้ายมาเข้าโรงเพาะที่อยู่ในความมืดและอุณหภูมิที่ 30 – 35 องศา จากนั้นอีก 15 วันเห็ดจะออกดอกให้เก็บเป็นครั้งแรก
          การเก็บเกี่ยวผลผลิตสามารถเก็บได้ทุกวันนาน 2 เดือน ก้อนเห็ดจะหมดอายุจึงนำก้อนเห็ดออกจากโรงไปทิ้งแล้ทำการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อนานจนกว่าจะเห็นว่าปลอดภัยหรือประมาณ 2 – 3 เดือน ในช่วงที่พักโรงจะทำการเพาะเลี้ยงเห็ดในโรงอื่น ๆ ทยอยกันไป สำหรับปัญหาเห็ดไม่ออกในฤดูหนาว เช่น เดียวกับดอกมะลิ โดยเฉพาะเห็ดฟางนั้น คุณเล็ก สมบรูณ์ แนะนำให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากกรดโปรอะมิโน ผสมน้ำอัตรา 1 ซีซี / น้ำ 1 ลิตร ฉีดพ่นให้กับก้อนเห็ดในโรงเรือน จะทำให้เห็ดออกดอกและเก็บได้ตามปกติ แถมดอกใหญ่อีกด้วย ทำให้คุณพิเนตร สามารถเก็บเห็ดส่งจำหน่ายได้ตามปกติแม้จะเป็นฤดูหนาวก็ตาม นับว่าเป็นนิมิตใหม่ของผู้เพาะอาชีพเห็ดที่จะมีโอกาสขายเห็ดในช่วงที่มีราคาแพง
          ผู้สนใจวิธีการต่าง ๆ ลองสอบถามได้ที่ โทร. 043 – 3811630 , 089-2794314 ครับ

 


          ผลิตข้าวหอมมะลิปลูกนอกฤดูได้ด้วยปุ๋ยน้ำเทวดา
          หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2545
          เวลานี้ ชาวนาไทยเราไม่มีอะไรตื่นเต้นไปกว่าการได้ยินว่า ข้าวหอมมะลิสามารถปลูกนอกฤดูได้ แต่ในแง่การตัดสินใจนั้นยังไม่มีอะไรมายืนยันได้ว่า กระแสข่าวดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือเพียงใด วันนี้ทีมงานเกษตรไทยรัฐขออาสาพาไปหาข้อมูลจากนักวิชาการ และลงพิสูจน์ในพื้นที่จริงกันซักวัน
          ว่าไปแล้วเรื่องนี้ ทีมงานทราบมานานแล้วแต่ยังชั่งใจว่าทำได้แน่จริงหรือ จึงกริ๊งกร๊างไปสอบถามจากนักวิชาการของกรมวิชาการเกษตรหลายท่าน ซึ่งทุกท่านยังไม่ลงความเห็นที่แน่ชัดฟันธงลงไปว่าทำได้จริงหรือไม่ แต่เท่าที่เคยทำการทดลองมา บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ปลูกได้จริง แต่ให้ผลผลิตน้อย
          ในขณะที่ นายฌาณ บุรพัชร์พงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท เทพเกษตร อุตสาหกรรม จำกัด ผู้จำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์น้ำตราเทวดา ยืนยันว่าสามารถทำผลผลิตได้สูงสุดถึง 100 ถัง /ไร่ ในฤดูนาปีปกติ และนาปรังที่ได้ทำการทดลองร่วมกับเกษตรกร ในพื้นที่ อ. เกษตรสมบรูณ์ จ. ชัยภูมิ จำนวน 3 แปลง
          ล่าสุดเมื่อปลายเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ได้ทำการเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลินอกฤดูแปลงแรกของโลกไปแล้ว โดยทีมงานเกษตรไทยรัฐได้มีโอกาสไปเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ด้วย เป็นแปลงของ นายมาลัย คงโนนกอก เกษตรกร ม. 7 ต. บ้านบัว อ. เกษตรสมบรูณ์ จ.ชัยภูมิ ซึ่งได้เริ่มหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิของสหกรณ์การเกษตร เกษตรสมบรูณ์ เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 44 ในอัตรา 50 กก. / ไร่ บนพื้นที่ 1 ไร่เศษ
          กรรมวิธีการปลูก นายมาลัย เล่าให้ฟังว่า ได้ดำเนินการตามคำแนะนำของบริษัท รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัท โดยเริ่มแรกจะเตรียมแปลงนาด้วยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์เม็ดเป็นปุ๋ยรองพื้น อัตรา 25 กก. / ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15 – 15 – 15 อัตรา 25 กก. / ไร่ และก่อนหว่านจะแช่เมล็ดพันธุ์ด้วยปุ๋ยน้ำ 1 คืน
          จากนั้นฉีดพ่นปุ๋ยน้ำครั้งที่ 1 เมื่อข้าวอายุได้ 15 วัน ฉีดพ่นครั้งที่ 2 เมื่อข้าวอายุได้ 35 วัน ตามด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 15 – 15 – 15 อัตรา 50 กก. / ไร่ ฉีดปุ๋ยน้ำครั้งที่ 3 เมื่อข้าวอายุได้ 80 วัน ( ข้าวตั้งท้อง ) และครั้งสุดท้ายเมื่อข้าวออกรวงเต็มที่ หลังจากนั้นก็ไม่ต้องทำอะไรอีกเลยแค่คอยไล่นกไล่หนูเท่านั้น
          สำหรับแปลงของ นายมาลัย จากที่คาดการณ์ว่าจะได้ผลผลิต 60 – 80 ถังต่อไร่ ตัวเลขล่าสุดจากที่ได้ทำการเก็บเกี่ยวไปแล้ว ได้แค่ 40 – 50 ถัง / ไร่ เท่านั้น นายมาลัย บอกว่า อาจเป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ทดลองปลูก และมีนาของตนอยู่เพียงแปลงเดียว ทำให้หนู – นก มารุมทึ้งจิกกิน ถ้าไม่ถูกจิกกิน น่าจะได้ถึง 60 ถัง ซึ่งผลผลิตจะได้เท่า ๆ กับการปลูกในฤดูนาปีที่ตนทำอยู่เลยทีเดียว
          นั่นก็เป็นคำบอกเล่าจากหนึ่งในสามของเกษตรกรที่เข้าร่วมในโครงการนี้ และเพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ ทีมงานได้ขอคำยืนยันอีกครั้งจาก นายวิชัย หิรัญณูปกรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยข้าว กรมวิชการเกษตร ท่านกล่าวว่า กรณีนี้เคยมีนักวิชาการทดลองทำแล้วที่ จ. สุพรรณบุรี แต่ได้สูงสุดแค่ 45 ถัง / ไร่ เท่านั้น “ ข้าวหอมมะลิเป็นข้าวไวแสง ถ้าปลูกล่าหน่อยก็สามารถปลูกได้ แต่ก็จะทำให้ระยะเวลาในการสะสมแป้งลดน้อยลงด้วย นั่นเองที่ทำให้ผลผลิตต่ำ ซึ่งไม่มีใครนิยมทำกัน เพราะไม่คุ้มทุน “
          อีกท่านที่ทีมงานได้ขอความคิดเห็นก็คือ นายทรรศนะ ลาภรวย นักวิชาการกลุ่มข้าว กองส่งเสริมพืชไร่นา กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ให้ความเห็นว่าเกษตรกรควรจะเปรียบเทียบระหว่างการปลูกข้าวนาปรังทั่วไป กับข้าวหอมมะลินาปรัง แล้วดูในเรื่องกำไรสุทธิต่อไร่ว่าแบบไหนได้มากกว่ากัน เพราะข้าวเป็นสินค้าที่มีตลาดอยู่ทั่วไป โรงสีรับซื้ออยู่แล้ว เช่นเดียวกับ นายปรีชา นุยืนรัมย์ เกษตรจังหวัดชัยภูมิ ที่ชี้ให้ดูปัจจัยน้ำท่าด้วยว่า ถ้าปลูกเป็นบริเวณกว้างแล้วชลประทานจะจ่ายน้ำได้ไหม
          นั่นก็เป็นข้อคิดที่ฝากไว้ ยังไงงานนี้ก็เป็นแค่การเริ่มต้นที่ทำให้หัวใจชาวนาไทยพองโตไม่น้อย รอคอยอยู่แต่ว่า การรับรองผลข้างหน้าจะเป็นอย่างไรเท่านั้น เกษตรกรที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมปรึกษาได้ที่สถานีทดลองข้าวทุกแห่ง.